เนื่องจากผมไม่เคยอ่านเรื่องย่อ และไม่เคยดูตัวอย่างหนังมาก่อนเลย (ดูแต่เบื้องหลัง) จึงทำให้อารมณ์การดู Hugo ของผมแปลกๆ ไปสักนิด คือผมคลอยตามเรื่องราวทุกอย่างในหนังไปเสียหมด ตั้งแต่ช่วงแรกที่คิดว่าการหากุญแจรูปหัวใจเพื่อให้ตุ๊กตากลทำงานนั้นเป็นจุดพีคสุดของหนังแล้ว จนเมื่อหากุญแจเจอและรู้ว่าตุ๊กตากลวาดอะไรออกมากลับทำให้เข้าใจว่าจุดพีคของหนังมันยังมาไม่ถึง มันมีอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ที่อยู่หลังจากฉากนี้แน่ๆ แล้วผมก็มากระแทกใจกับฉากที่ฉายหนังเรื่อง A Trip to the Moon ของ Georges Méliès ที่อารมณ์และเรื่องราวของหนังมันปูมาจนน้ำตาไหลกับฉากนี้ คือมันเป็นที่สุดสำหรับคนดูหนังและเคยเรียนภาพยนตร์มาสำหรับผมแล้ว
นอกจากเรื่องราวที่ถ่ายทอดจากหนังสือ The Invention of Hugo Cabret ได้ยอดเยี่ยมแล้ว Asa Butterfield นักแสดงเด็กที่เล่นเป็น Hugo ยังแสดงได้ยอดเยี่ยมมากสำหรับผม คือถ่ายทอดอารมณ์ ความตะหนก ความกลัว ความตื่นเต้นสำหรับเด็กตัวเล็กๆ ออกมาได้ยอดเยี่ยม ยิ่งเมื่อรวมกับฝีมือของนักแสดงรุ่นเก๋าอย่าง Ben Kingsley ที่เล่นเป็นปู่ร้านของเล่น มันได้ทั้งอารมณ์เชือดเฉือนระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ที่เด็กก็ควรจะแพ้วันยังค่ำ แต่ผู้ใหญ่ก็เมตตาแบบดุๆ กับเด็ก แล้วเมื่อค้นข้อมูลต่อก็ทำให้ผมต้องเตรียมเป็นแฟนภาพยนตร์เรื่องหน้าที่กำลังจะฉายของเด็กคนนี้แล้ว เพราะเรื่องต่อไปที่ Asa จะเล่นเป็นตัวเอกคือ Ender’s Game หนังที่สร้างจากนิยายวิทยาศาสตร์ยอดเยี่ยมที่สุดเรื่องหนึ่งของยุคนี้
วกกลับมางานภาพสิ่งที่ทำให้ผมอยากไปดูหนังเรื่องนี้ตอนเริ่มแรก ต้องยอมรับเลยว่า Hugo เป็นหนังที่ใช้เทคนิค 3D ได้เข้าท่าที่สุดเรื่องหนึ่งคือ Martin Scorsese ผู้กำกับหนังสุดเก๋าคนนี้ใช้เทคโนโลยี 3D ในแง่สร้างอารมณ์มหาศาลแก่หนังโดยเฉพาะฉาก Close-up ที่มีอยู่มากมายในหนัง ซึ่งการที่มันเป็นหนัง 3 มิติทำให้เราเห็นอารมณ์ที่ลึกขึ้น นักแสดงฉายอารมณ์เพียงนิดเดียวผ่านสีหน้าและแววตา มันเห็นชัดราวกับจ้องหน้าคนๆ นั้นอยู่ หรือแม้แต่ฉาก Close-up หน้าหมา หน้ามันช่างยาวจนจมูกมันจะมาชนจมูกเราอยู่แล้ว นอกจากนี้ฉากที่เนรมิตกรุงปารีส สถานีรถไฟ และกลไกฟันเฟืองต่างๆ ก็ทำออกมาได้ราวกับหลุดจากจินตนาการของศิลปินที่จัดจ้าน มันเฝ้อฝันแต่น่าเชื่อ จนเราต้องใส่ใจกับทุกฉากที่ปรากฏขึ้นมา สังเกตความงามไปพร้อมกับอารมณ์ของนักแสดง
Hugo เป็นหนังที่เรียบง่าย ดำเนินเรื่องไม่รุนแรง ค่อยๆ ปูพื้น ปูอารมณ์ไปเรื่อยๆ ซึ่งหลายคนที่ชอบหนังแอคชั่นอาจจะรู้สึกเบื่อในจุดนี้ แต่ความเก๋าในการเล่าเรื่อง การใช้เทคโนโลยีภาพและ 3 มิติอย่างรู้คุณค่า ทำให้หนังเรื่องนี้ครองใจผมไปได้ไม่ยากครับ และนึกถึงคำพูดหนึ่งของ Hugo คือ